การประเมินหลักสูตร


การประเมินหลักสูตร เป็นการพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับคุณภาพของหลักสูตร โดยใช้ผลจากการวัดในแง่มุมต่างๆ ของสิ่งที่ประเมิน เพื่อนำมาพิจารณาร่วมกันเช่น เอกสารหลักสูตร วัสดุหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอน ผู้เรียน ความคิดเห็นของผู้ใช้หลักสูตรและความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชนและสังคม เป็นต้น
การประเมินหลักสูตร เป็นการเตรียมข้อมูลสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจในระยะต่างๆ ของการพัฒนาหลักสูตร ข้อมูลสารสนเทศดังกล่าวอาจเกี่ยวกับหลักสูตรทั้งหมดหรือองค์ประกอบเพียงบางส่วน (กาญจนา คุณารักษ์.2540:220) ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาร่วมกันและสรุปคุณค่าของหลักสูตรที่สร้างหรือพัฒนาขึ้นมาใช้ ว่าคุณภาพดีหรือไม่ดีเพียงใด หรือได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ ไม่ต้องมีส่วนใดที่ปรับปรุงแก้ไขบ้าง
แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการประเมิน
ถ้าเราจะเปรียบเทียบวิวัฒนาการของการประเมิน (evaluation evolution) กับการพัฒนาการของมนุษย์ ( human development) ถึงเวลาแล้วหรือยังที่การประเมินได้เข้ามาสู่ในวัยแห่งการเป็น ”ผู้ใหญ่” บางทีการประเมินอาจอยู่แค่เพียงในระยะวัยรุ่นหรืออาจเป็นวัย “ผู้ใหญ่ตอนต้น” กล่าวคือ มีวิวัฒนาการไปสู่ความเป็นสาขาวิชา (discipline) ที่มีองค์ความรู้หลักเป็นรากฐาน (foundation) สำคัญของตนเองอย่างไรก็ตาม ไม่ควรมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า การประเมินในปัจจุบันนี้ได้มีวิวัฒนาการก้าวหน้ามาถึงระดับที่ทุกคนเกือบจะมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันคือ “การประเมินเป็นสาขาวิชา” หรือาจจะเป็นศาสตร์ “ข้ามสาขาวิชา” (Tran discipline) เช่นเดียวกับสาขาวิชาสถิติหรือสาขาวิชาตรรกศาสตร์ ที่มีองค์ความรู้หรือเนื้อหาสาระ (subject matter) เป็นของตนเองและยังได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการแสวงหาความรู้ความจริงในสาขาวิชาอื่นๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นการประเมินอาจมีพัฒนาการมาถึงจุดที่สามารถพิจารณาได้ว่ากำลังจะก้าวไปสู่ความเป็น “วิชาชีพ” (profession) ในอนาคตอันใกล้นี้ (Scriven. 1991 : 17)
ด้วยแรงผลักดันจากความต้องการจากภายนอก ที่ให้มีการรายงานเกี่ยวกับประสิทธิผล (effectiveness) ของโครงการทางการศึกษาต่างๆ ภายในต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในระหว่างปี ค.ศ. 1960 ถึง 1970 ทำให้การประเมินได้ถูกพัฒนาขึ้นตามลำดับ ในรูปแบบที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับวิวัฒนาการ ที่เราเห็นได้จากสาขาวิชาอื่นๆ ผู้นำของการประเมินในยุคบุกเบิกมาจากหลายสาขาความรู้และอาชีพ และท่านเหล่านั้นต่างก็นำความรู้ ความเชี่ยวชาญ ตลอดจนประสบการณ์ต่างๆ ของตนมาผสมผสานกันสร้างเป็นแนวคิดและหลักการพื้นฐาน (foundations) ที่มีผลต่อการนำมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการประเมินในเวลาต่อมา อาทิ นักวิจัยและนักประเมินทางสาขาจิตวิทยา (psychology) ก็มักจะมีมุมมองเกี่ยวกับการประเมินตั้งอยู่บนรากฐานความคิดที่ขึ้นอยู่กับหลักการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาศัยการทดลอง (experimentation) และการวัดผล (measurement) เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมิน ในขณะที่นักศึกษาที่มีความถนัดหรือผู้เชี่ยวชาญทางการจัดการเรียนการสอน การบริหารการศึกษา และสังคมวิทยาการศึกษา (sociology of education) ก็นำความรู้หรือวิธีการที่ได้รับจากการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรมาใช้ในการประเมิน ส่วนนักการศึกษาที่มีพื้นฐานทางการศึกษาหรือมีความสนใจทางด้านมนุษยศาสตร์ (humanity) ก็มักสนับสนุนและเสนอแนวคิดพื้นฐาน ได้มีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อทัศนะในประเด็นสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับการประเมิน จุดมุ่งหมายแหล่งที่มาของความรู้ทางการประเมิน กรอบแนวความคิดหรือรูปแบบของการประเมิน บทบาทของผู้ประเมินและผู้เกี่ยวกับการประเมิน และผู้ที่คาดว่าจะได้ผลของการประเมิน
นอกจากนี้ กระบวนการประเมิน ยังประกอบด้วยการเก็บด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูล การกำหนดเกณฑ์และกระบวนการของการตัดสินที่ประกอบด้วยการสร้างเครื่องมือเก็บข้อมูล การให้น้ำหนักและการเลือกเกณฑ์
จากแนวคิดต่างๆ ที่กล่าวไว้แล้วนั้น สามารถสรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของการประเมินหลักสูตร เพื่อที่ตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพขององค์ประกอบของหลักสูตร และประเมินการนำหลักสูตรไปใช้ว่า บรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรมากเพียงไร


ระยะเวลาของการประเมินหลักสูตร
การจัดการศึกษาในระดับต่างๆ นั้น ผู้ที่รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในระดับชาติระดับภาค หรือระดับท้องถิ่น ย่อมมีความต้องการที่จะปรับปรุงการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น เป็นลำดับซึ่งอาจจะเป็นการปรับปรุงหลักสูตร เนื้อหาวิชาหรือวิธีการเรียนการสอน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นเป็นอย่างไร จำเป็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงในเรื่องอะไร คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการประเมินทั้งสิ้น ปัญหาสำคัญที่พบก็คือ การสร้างความเข้าใจในเรื่องวิธีการประเมิน เทคนิคการประเมิน คือยังไม่มีความมั่นใจว่าจะใช้วิธีการประเมินแบบใด เพื่อการตอบคำถามทางการศึกษา ด้วยเหตุนี้สิ่งที่นักประเมินจะต้องค้นหาต่อไปก็คือ ระยะเวลาของการประเมินที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการประเมินเพื่อการปรับปรุงหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพ
ใจทิพย์ เชื้อรัตนพงษ์ (2539 : 193-194) ได้ระยะการประเมินหลักสูตรว่าแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
1. การประเมินหลักสูตรก่อนนำไปใช้
2. การประเมินหลักสูตรระหว่างดำเนินการใช้หลักสูตร
3. การประเมินหลักสูตรหลังการใช้หลักสูตร




ไมล์ส (Miles. 1965 : 17) ได้เสนอแนะการประเมินหลักสูตรโดยทั่วๆ ไปไม่ว่าคณะผู้ประเมินควรประกอบด้วยสมาชิก ดังนี้
1. ผู้ที่มีความสามารถในกระบวนการกลุ่มย่อย (อาจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางการประเมิน) สำหรับรับผิดชอบการจัดการและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานกลุ่ม
2. นักวิจัยอย่างน้อง 1 คน สำหรับสร้างเครื่องมือทางจิตวิทยา
3. ผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบการวิจัย
4. ผู้เชี่ยวชาญรายงานที่มีความรู้ทางศัพท์การศึกษาและความสามรถในการประเมินอย่างน้อย 1 คน
5. หน่วยงานประเมินผลข้อมูล ทำหน้าเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
6. ที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะวิชา
7. ผู้ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนและผู้ควบคุมการประเมินหลักสูตร
ไทเลอร์ (Tyler. 1974 ซ 501) มีความเห็นว่า ควรต้องยึดความสำเร็จของบุคคลส่วนใหญ่
เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ความสำเร็จในกลุ่มตัวอย่างในขนาดเล็กจะถือว่าเป็นการสำเร็จของหลักสูตรไม่ได้ การตีความจากคะแนนที่ได้จากการสอบต้องอาศัยคะแนนรวมเป็นหลัก และข้อสอบที่ใช้ควรมีลักษณะเป็นเอกพันธ์ จึงทำให้การตีความมีความถูกต้อง การวัดพฤติกรรมก็ต้องมีการวัดทั้งก่อนการเรียนและหลังการเรียน และจะต้องกำหนดเกณฑ์เอาไว้ล่วงหน้าว่าความสำเร็จในระดับใดจึงจะถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ประสบความสำเร็จ ซึ่งแนวความคิดในลักษณะนี้เหมาะสำหรับการประเมินรวบยอด มากกว่าการประเมินย่อย
สครีฟเวน (Scriven. 1991 : 17-19) เห็นว่าบทบาทและระยะเวลาของผู้ประเมินแตกต่าง เช่น บทบาในการฝึกอบรม บทบาทในเรื่องการพัฒนาหลักสูตร บทบาทในการทดลองเพื่อการปรับปรุงทฤษฎีการเรียนรู้ ตลอดจนบทบาทในการตัดสินเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ และโดยเฉพาะในกระบวนการพัฒนาหลักสูตร การประเมินจะมีระยะเวลาและบทบาทของผู้ประเมินที่สำคัญ 2 ประการ คือ
1. บทบาทในการประเมินระยะเวลาสั้นๆ เป็นการประเมินในระหว่างที่โครงการหรือการ
พัฒนาหลักสูตรกำลังดำเนินการอยู่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการปรับปรุงการดำเนินงานของโครงการ เพราะการประเมินจะช่วยให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อนำมาใช้ในการพิจารณาการดำเนินโครงการว่ามีจุดบกพร่องที่ใด
2. บทบาทในการประเมินระยะยาวหรือประเมินผลสรุป เป็นการประเมินเมื่อโครงการหรือ
กระบวนการพัฒนาหลักสูตรได้สิ้นลงแล้วมีจุดมุ่งหมายเพื่อการตัดสินคุณค่าและการควบคุมติดตามโครงการ ตลอดจนการค้นหาส่วนที่ดีของโครงการเพื่อนำไปใช้กับสถานการณ์อื่นต่อไป
จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า ระยะเวลาของการประเมินหลักสูตรมีอยู่ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การประเมินหลักสูตรก่อนนำไปใช้ ระยะที่ 2 การประเมินหลักสูตรระหว่างดำเนินการ และระยะที่ 3 การประเมินหลักสูตรหลังการใช้




ประเภทการประเมินผลหลักสูตร
การประเมินหลักสูตรเป็นการประเมินที่มีการดำเนินการเป็นระยะๆ การดำเนินการประเมินผลหลักสูตรแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
สันต์ ธรรมบำรุง ได้กล่าวว่า การประเมินผลหลักสูตรโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
1. ระยะที่ 1 การประเมินผลหลักสูตรก่อนโครงการ คือ การประเมินผลหลักสูตรก่อนที่จะ
นำไปใช้ เป็นการประเมินผลหลักสูตรเมื่อสร้างเสร็จ เพื่อพิจารณาว่าดีหรือไม่เพียงใด มีข้อที่ควรแก้ไขปรับปรุงอะไรบ้าง อาจจะให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์หรือวิจัยดูก็ได้
2. ระยะที่ 2 ประเมินผลหลักสูตรในขณะที่ดำเนินการว่าหลักสูตรที่นำขึ้นนั้น นำไปทดลอง
แล้วได้ผลเพียงใด
3. ระยะที่ 3 ประเมินผลเพื่อจบโครงการ หรือประเมินผลเมื่อประกาศใช้หลักสูตรแล้วถ้าจะ
มีการวิจัยศึกษาเกี่ยวกับ หลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง การเรียน การสอน การวัดผลก็จะเป็นการประเมินผลหลักสูตรที่ใช้อยู่ เพื่อที่จะได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป
นิศา ชูโต ได้กล่าวถึงประเภทการประเมินผลหลักสูตร โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
ตามเกณฑ์ระยะเวลาและจุดมุ่งหมายของการประเมินได้ดังนี้
1. การประเมินก่อนหลักสูตรไปใช้หรือประเมินในระหว่างการร่างหลักสูตร เป็นการ
ประเมินเพื่อการศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้หลักสูตร ตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร เพื่อหาข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์อันนำไปสู่การปรับแก้ก่อนนำหลักสูตรไปใช้
2. การประเมินในระหว่างการใช้หลักสูตร ในช่วงการใช้ระยะหลักสูตร เพื่อเป็นการ
ให้แน่ใจว่าหลักสูตรจะมีการดำเนินไปอย่างถูกต้อง จึงต้องมีการประเมินเป็นระยะ เพื่อดูความก้าวหน้าการใช้หลักสูตร ควบคุมแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในขณะที่ใช้หลักสูตร
3. การประเมินหลังเสร็จสิ้นการใช้หลักสูตร เป็นการประเมินเพื่อสรุปผลการใช้
หลักสูตรว่าบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะ สำหรับการใช้หลักสูตรครั้งต่อไป
กล่าวโดยสรุปว่าการประเมินผลหลักสูตรสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ การ
ประเมินผลก่อนนำหลักสูตรไปใช้หรือประเมินในระหว่างการร่างหลักสูตร การประเมินในระหว่างการใช้หลักสูตร และการประเมินผลหลังเสร็จสิ้นการใช้หลักสูตร
เกณฑ์การประเมินหลักสูตร
ลักษณะเด่นที่สำคัญประการหนึ่งของการประเมินคือ จะต้องมีเกณฑ์ไว้สำหรับ
เปรียบเทียบกับผลที่จะได้รับ กล่าวคือ ถ้าผลที่ได้รับมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลการประเมินก็ออกมาในลักษณะที่พึงพอใจ แต่ถ้าผลการประเมินออกมาในลักษณะที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ผลการประเมินก็จะมีลักษณะที่ไม่น่าพึงพอใจ
ชัชฎา พารุ่ง ให้ความเห็นว่าหลักสูตรที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้
1. หลักสูตรควรมีการคล่องตัวพอสมควรและสามารถที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
2. หลักสูตรจะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้การศึกษาบรรลุตามความมุ่งหมายที่กำหนดไว้
3. หลักสูตรที่ดีจะต้องสนองความต้องการและความจำเป็นของผู้เรียน โดยมุ่งที่จะปลูกฝังกิจนิสัยที่ดีในการทำงานและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
4. หลักสูตรจะต้องคำนึงถึงเนื้อหาวิชา และการพัฒนาบุคลิกภาพของผู้เรียน
5. การดำเนินการวางแผนหลักสูตร ควรคำนึงถึงรากฐานที่เชื่อถือได้
6. ในการพัฒนาหลักสูตร ควรคำนึงถึงรากฐานทางปรัชญาทางการศึกษา รากฐานทางจิตวิทยา รากฐานทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
7. หลักสูตรควรจะเป็นแนวกว้าง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สำรวจความสนใจ ความถนัดและความสามารถเป็นรายบุคคล
8. หลักสูตรในระดับต่างๆ ควรจะมีความสัมพันธ์และต่อเนื่องกัน ไม่ขาดตอน
ดังนั้น เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลหลักสูตร ควรมีความเหมาะสม และคลอบคลุมในเรื่องของจุดมุ่งหมาย ความสำคัญและความจำเป็นของหลักสูตร ตลอดจนมีความเหมาะสมต่อสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม และความต้องการของผู้เรียน


ลักษณะของการประเมินหลักสูตร
การประเมินหลักสูตร มีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร แล้วนำข้อมูลจากการประเมินไปปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาหลักสูตรต่อไป ดังนั้น การประเมินหลักสูตร จึงควรประเมินในสิ่งต่อไปนี้
1. การประเมินเอกสารหลักสูตร เป็นการตรวจสอบคุณภาพขององค์ประกอบ
ต่างๆ ของหลักสูตร ว่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร การประเมินเอกสารหลักสูตรมักใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และใช้วิธีใฝ่รู้ เชี่ยวชาญหรือผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการประเมิน นอกจากนี้ ยังสามารถใช้วิธีการอื่นๆ เช่น การสัมภาษณ์ การตอบแบบสอบถามโดยกำหนดรายการและระดับที่ต้องการประเมิน เป็นต้น


1. การประเมินการใช้หลักสูตร เป็นการตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถนำไปใช้
ได้ดีกับสถานการณ์จริงเพียงใด การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรทำอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคอะไรในการใช้หลักสูตร เพื่อจะแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น และสามารถใช้หลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ วิธีการประเมินผลอาจใช้การสังเกต การสัมภาษณ์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้ใช้คือ ครูผู้สอน ผู้บริหาร ผู้เรียน ผู้ปกครอง เป็นต้น การประเมินการใช้หลักสูตรอาจประเมินการใช้หลักสูตรทั้งหมดหรือประเมินเพียงบางส่วนก็ได้
2. การประเมินสัมฤทธิผลของหลักสูตร เป็นการตรวจสอบสัมฤทธิผลของ
ผู้เรียนซึ่งประกอบด้วยผลสัมฤทธิผลทางวิชาการ ได้แก่ ความรู้ ความสามารถทางวิชาการต่างๆ ที่เรียน และผลสัมฤทธิ์ที่ไม่ใช่ทางวิชาการ ได้แก่ บุคลิกภาพ ความรับผิดชอบ ความสามัคคี ความซื่อสัตย์ เป็นต้น วิธีการประเมินอาจใช้การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ การส่งแบบสอบถาม เป็นต้น
3. การประเมินระบบหลักสูตร การประเมินหลักสูตรควรประเมินหลักสูตรทั้ง
ระบบพร้อมกันไป เพราะการประเมินเอกสารหลักสูตร การประเมินการใช้หลักสูตร และการประเมินผลสัมฤทธิ์ผลของหลักสูตร เป็นสิ่งสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ซึ่งรูปแบบของการประเมินหลักสูตรทั้งระบบมีหลายรูปแบบ


รูปแบบการประเมินหลักสูตร
รูปแบบ ของการประเมินมีความหลากหลาย เช่น รูปแบบความคิด เกี่ยวกับยุทธวิธีในการประเมิน รูปแบบโครงร่าง รูปแบบที่มีองค์ประกอบต่างๆ ครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นต้น ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยภาพรวมจะมีรูปแบบการประเมินอยู่ไม่น้อยกว่า 50 รูปแบบ และได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากรูปแบบการประเมินในอดีตไม่เหมาะสม กับการนำไปใช้ในสภาพการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นจริงในบริบท นั้นๆ ซึ่งมีความวับซ้อนและหลากหลายไปด้วยค่านิยมและวัฒนธรรม รวมทั้งการมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสิ่งทีถูกประเมิน ดังนั้น จึงมีการปรับปรุง ดัดแปลง ผสมผสานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสิ่งที่จะประเมินหรือเป้าหมายการประเมิน
จากรูปแบบการประเมินที่เกิดขึ้นมากมาย ทำให้มีผู้พยามวิเคราะห์ และจัดกลุ่มรูปแบบการประเมินให้เป็นหมวดหมู่ ดังนี้
วอร์เธน ซานเดอร์ และ ฟิตซ์พาทริค ได้แบ่งรูปแบบการประเมินเป็น 6 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มยึดวัตถุประสงค์เป็นหลัก เป็นรูปแบบการประเมินที่มุ่งเน้นการระบุเป้าหมาย
และวัตถุประสงค์และดำเนินการค้นหาว่าเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้บรรลุหรือไม่อย่างไร รูปแบบการประเมินแบบยึดวัตถุประสงค์เป็นหลัก ซึ่งเป็นรูปแบบการประเมินแบบดั้งเดิม และในปัจจุบันก็ยังคงมีการนำมาใช้ในการประเมิน

2. กลุ่มเน้นการตัดสินใจในการจัดการ เป็นรูปแบบการประเมินที่คำนึงถึงการระบุและ
การดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรืสารสนเทศที่จำเป็นสำหรับใช้ในการตัดสินใจเชิงการจัดการ รูปแบบการประเมินในกลุ่มนี้ เช่น รูปแบบ CIPP ของ Stiufflebeam เป็นต้น
3. กลุ่มยึดลุกค้าหรือผู้รับบริการเป็นหลัก จุดเน้นของการประเมินรูปแบบนี้ คือ การ
ค้นหาและพัฒนาสารสนเทศเชิงประเมินเกี่ยวกับผลผลิต และการบริการ ให้กับลูกค้าหรือผู้รับบริการ สำหรับนำไปใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินคุณค่าและความคุ้มค่าของผลผลิตใดๆว่าควรแก่การเลือกซื้อหรือไม่ รูปแบบที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนี้ เช่น รูปแบบของ Scriven รูปแบบของ Komoskyเป็น
4. กลุ่มเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะเป็นหลัก รูปแบบการประเมินในกลุ่มนี้มีจุดมุ่งเน้นขึ้นอยู่กับการ
นำความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ มาใช้โดยตรงในการตัดสินคุณภาพอะไรก็ตามที่ต้องการประเมิน เช่นรูปแบบ Connoisseurship ของ Eisner เป็นต้น
5. กลุ่มเน้นการถ่วงดุลทัศนะที่ตรงข้ามกัน จุดเน้นของการประเมินในกลุ่มนี้คือการถ่วงดุลทัศนะ
หรือความคิดเห็นต่างๆเกี่ยวกับการประเมินที่มีลักษณะตรงข้าม หรือสวนทางกันกับนักประเมิน หรือคณะทำงานการประเมิน ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมทางการประเมินเป็นไปด้วยความยุติธรรม โปร่งใส สมดุลและเข้าใจจุดแข็งใจจุดแข็งและจุดบกพร่องของสิ่งที่ถูกประเมินอย่างกระจ่างชัด รูปแบบการประเมินที่อยู่ในกลุ่มนี้ เช่น รูปแบบWolf รูปแบบของ Owens เป็นต้น
6. กลุ่มเน้นการการมีส่วนร่วมในการประเมิน หัวใจสำคัญของรูปแบบการประเมินในกลุ่มนี้ได้แก่
การให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนใจ หรือมีส่วนเสียกับการประเมินและผลการประเมิน ในการดำเนินกิจการทางการประเมินที่สำคัญบางประการ ได้การกำหนดจุดมุ่งหมาย การสร้างเกณฑ์และตัวบ่งชี้และการกำหนดมาตรฐาน รูปแบบการประเมินในกลุ่มนี้ คือ รูปแบบ Responsive ของ Stake รูปแบบ Naturallistic ของ Guba และLincoln รูปแบบ Patton
ทั้งนี้ สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์บนมิติเชิงวิธีดำเนินการประเมินแบบอิงวิธีการเชิงปริมาณและวิธีการเชิงคุณภาพดังแผนภาพดังต่อไปนี้

อนึ่งการศึกษารูปแบบการประเมิน ย่อมจะช่วยให้นักประเมินทราบถึงสาระสำคัญของวิธีการประเมิน สิ่งที่จะประเมินหรือเป้าหมายการประเมิน ในลักษณะต่างๆ แม้ว่ารูปแบบการประเมินเหล่านั้น จะไม่สามารถนำมาใช้ในการตอบจุดมุ่งหมายของการประเมินได้ลักษณะของสิ่งที่จะประเมินโดยมีลักษณะสำคัญของแต่ละรูปแบบการประเมิน ที่สามารถจัดเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้
1. กลุ่มยึดวัตถุประสงค์และยึดผู้ให้บริการเป็นหลัก
2. กลุ่มยึดวัตถุประสงค์เป็นหลัก เป็นรูปแบบการประเมินที่มุ้งเน้นการระบุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์
และดำเนินการค้นหาว่าเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้บรรลุหรือไม่อย่างไร รูปแบบการประเมินแบบยึดวัตถุประสงค์เป็นหลักเป็นรูปแบบการประเมินแบบดั้งเดิม ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงมีการนำมาใช้ในการประเมิน ดังนี้
1.1 รูปแบบการประเมินของไทเลอร์ แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินหลักสูตรของไทเลอร์ เกิดขึ้นในปี
ค.ศ. 1930 โดยไทเลอร์ กล่าวว่า “การประเมินเป็นการเปรีบยเทียบข้อมูลที่ได้จาการปฏิบัติ ของผู้เรียนกับจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมที่ได้กำหนดไว้” ถ้าจุดมุ่งหมายที่ได้ตั้งไว้มีความชัดเจน รัดกุมและจำเพราะเจาะจงแล้ว การประเมินจะดำเนินไปได้อย่างดี จากแนวความคิดนี้จะเห็นได้ว่าหลักสูตรจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น พิจารณาได้ จากผลผลิตของหลักสูตรว่าตรงตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ในตอนแรกหรือไม่เพียงใด แนวความคิดนี้บางคนเรียกว่า “รูปแบบที่ยึดความสำเร็จของเป้าหมายเป็นหลัก
แนวความคิดของไทเลอร์ มีอิทธิพลอย่างมากต่อการกำหนดรูปแบบการประเมินบุคคลอื่นๆ ซึ่ง
กลุ่มที่ยึดแนวความคิดของไทเลอร์ ได้แก่ ซึ่งจะเน้นในเรื่องของความสอดคล้อง ของพฤติกรรมที่สังเกตได้กับจุดประสงค์ที่กำหนดไว้เป็นสำคัญ
ไทเลอร์ ได้ให้คำนิยามของการศึกษาว่า “การศึกษา”คือการเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนั้น การ
ประเมินผลหลักสูตร จึงเป็นการเปรียบเทียบว่า พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นตามจุดมุ่งหมายที่ได้ตั้งไว้หรือไม่ (Worthen and Sanders, อ้างถึงใน สาลินี อุดมผล 2542 : 31) ไทเลอร์มีความเห็นว่ากระบวนการจัดการศึกษานั้นประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ จุดมุ่งหมายทางการศึกษา ประสบการณ์เรียนรู้ และการพิจารณาผลสัมฤทธิ์ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะมีความสัมพันธ์กัน ดังแผนภาพดังต่อไปนี้






ตามแนวคิดดังกล่าวนี้ พื้นฐานของการจัดหลักสูตรก็คือ ผู้จัดทำหลักสูตรจะต้องสามารถวางจุดมุงหมายที่ชัดเจนกว่าต้องการให้ผู้เรียนเปลี่ยนหรือมีพฤติกรรมเป็นอย่างไร บทบาทของการประเมินหลักสูตร จึงอยู่ที่การดูผลของหลักสูตรว่าตรงตามจุดมุ่งหมายหรือไม่ แนวคิดของไทเลอร์ยึดความสำเร็จของจุดมุ่งหมายเป็นหลัก(goal attainment model) จุดมุ่งหมายของการประเมินหลักสูตรของไทเลอร์ถือว่าการประเมินผลหลักสูตร เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งได้เสนอขั้นตอนการเรียนการสอนและการประเมินผล ดังนี้
1 กำหนดจุดมุ่งหมายอย่างกว้างๆ โดยการวิเคราะห์ทรัพยากรของจุดมุ่งหมาย คือ นักเรียน สังคม
และเนื้อหาสาระ และขอบเขตของจุดมุ่งหมาย คือ จิตวิทยาการเรียนรู้และปรัชญาการศึกษา
2.กำหนดจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน เฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ต้องการวัดใน
ภายหลัง
3.กำหนดเนื้อหาหรือประสบการณ์ทางการศึกษา เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้
4.เลือกวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสม ที่จะทำให้เนื้อหาหรือประสบการณ์ประสบความสำเร็จ
5.ประเมินผลโดยการตัดสินด้วยการวัดผลทางการศึกษา หรือการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
6.ถ้าไม่บรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้ก็จะต้องมีการตัดสินใจที่จะยกเลิกหรือปรับปรุงหลักสูตรนั้นแต่ถ้า
บรรลุตามวัตถุจุดมุ่งหมายก็อาจจะใช้ผลสะท้อนกลับของหลักสูตรนั้น เป็นข้อมูลการปรับปรุงการกำหนดจุดมุ่งหมาย หรือใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณค่าหลักสูตร
การประเมินผลหลักสูตรตามขั้นตอนของไทเลอร์ จึงเป็นกระบวนการเวียนกลับ (recurring
process) นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงข้อแก้ไขหรือปรับปรุงจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่ประเมินนั้นก็จะส่งผลให้เกิดการปรับปรุงวิธีการในการประเมินด้วย การประเมินผลแบบนี้จึงมีลักษณะเป็นการประเมินผลสรุป (summative evaluation) โดยมีกระบวนการประเมิน ดังต่อไปนี้
1. การกำหนดจุดมุ่งหมายของการศึกษา เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการประเมินเพื่อจะดูว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาได้บรรลุถึงผลสำเร็จมากน้องเพียงใด จึงจำเป็นที่จะต้องทำการประเมินเพื่อทราบว่าพฤติกรรมแต่ละอย่างที่ได้กำหนดไว้ในจุดมุ่งหมายของการศึกษาได้บรรลุผลสำเร็จหรือไม่ เช่น ถ้าจุดมุ่งหมายข้อหนึ่งกำหนดว่าให้นักเรียนได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของปัญหาสังคมปัจจุบันการประเมินก็จำเป็นจะต้องวัดความรู้ของนักเรียน แต่ถ้าจุดมุ่งหมายระบุว่าให้นักเรียนได้พัฒนาวิธีการวิเคราะห์ปัญหาสังคม คือ วิธีแก้ปัญหา การวัดก็จะต้องวัดทักษะและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมตาที่ได้ระบุ ดังนั้น การเรียนจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนเป็นขั้นที่สำคัญในการประเมิน


2.วิเคราะห์สภาพการณ์ที่จะให้โอกาสแก่นักเรียนได้แสดงพฤติกรรมตามที่ระบุไว้ในจุดมุ่งหมาย วิธีเดียวที่สามารถบอกได้ว่านักเรียนได้มีพฤติกรรมที่ต้องการหรือไม่ คือการให้โอกาสแก่นักเรียนแสดงพฤติกรรมนั้นๆ โดยต้องจัดสถานการณ์ที่ไม่แต่เพียงเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงพฤติกรรมนั้นๆ ด้วย ในการเรียนการสอนครูมักจะกระตุ้นให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นโดยการถามคำถาม ซึ่งเป็นการประเมินความรู้และความสามารถในเนื้อหาวิชา แต่การถามคำถามก็เป็นเพียงการสร้างสถานการณ์ทางการเรียนการสอนอย่างหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากต้องการจะดูว่านักเรียนมีการพัฒนาการในการปรับตัวอย่างให้เข้ากับสังคมอย่างไร เราก็จำเป็นจะต้องสร้างสถานการณ์ที่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น เช่น ในโรงเรียนอนุบาล ครูควรจะหาโอกาสให้เด็กได้เล่นและทำงานร่วมกัน ครูควรสำรวจความสนใจของเด็ก จากการที่เปิดโอกาสให้เด็กได้มีเสรีภาพในการเลือกกิจกรรมเป็นต้น หรือถ้าต้องการจะให้นักเรียนได้แสดงความสามารถในการพูด ก็จำเป็นจะต้องสร้างสถานการณ์ที่จะกระตุ้นให้นักเรียนได้ดังนั้น ความสำคัญก็คือสถานการณ์ที่จัด ซึ่งจะต้องเป็นสถานการณ์ที่ให้โอกาสแก่นักเรียนได้แสดงพฤติกรรมตามที่ต้องการจะวัด
3.เมื่อวิเคราะห์จุดมุ่งหมายและสถานการณ์ที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์แล้ว ขั้นต่อไปก็สำรวจหาเครื่องมือในการประเมินที่อยู่เพื่อจะดูว่า เครื่องมือเหล่านี้สามารถนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ได้หรือไม่ ในกรณีที่เป็นการทดสอบข้อเขียน นักเรียนแสดงพฤติกรรมโดยการตอบคำถาม เครื่องวัดวัดก็คือแบบสอบถาม แต่ในกรณีของนักเรียนอนุบาลที่ต้องจัดสถานการณ์ให้เขามีโอกาสเล่นและทำงานร่วมกัน เพื่อสังเกตพัฒนาการทางด้านการปรับตัวให้เข้าสังคมนั้น จำเป็นจะต้องบันทึกปฏิกิริยาของเขา การบันทึกปฏิกิริยาของนักเรียนอาจกระทำได้โดยผู้สังเกตจดบันทึกหรืออาจจะบันทึกไว้โดยการถ่ายภาพยนตร์หรือเครื่องบันทึกเสียงก็ได้
4.สร้างเครื่องมือวัด ต้องกำหนดวิธีการวัดให้เป็นปรนัยมากที่สุด เช่น ถ้าคนสองคนมีความสามารถเท่าทียมกัน การวัดพฤติกรรมของคนทั้งสองคะแนนที่ได้ก็ควรจะเท่ากันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุดเกณฑ์ที่จะใช้ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในการประเมิน ก็คือความเป็นปรนัย (objectivity) ความเชื่อมั่น (reliability) และความเที่ยงตรง (validity) ความเที่ยงตรงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของเครื่องมือ ซึ่งหมายถึงเครื่องมือนั้นได้วัดสิ่งที่เราต้องการจะวัดจริงๆ การตรวจสอบความเที่ยงตรงวิธีหนึ่งก็คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างผลการวัดจากเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินกับผลที่ได้รับจากการวัดที่ถือว่ามีความเที่ยงตรง ตัวอย่างผลจากการวัดด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับการอ่าน มีความสัมพันธ์สูงกับผลที่จะได้รับจากการบันทึกการสังเกตอ่านจริงๆ ก็แสดงว่าแบบสอบถามเกี่ยวกับการอ่านเป็นเครื่องมือที่มีความเที่ยงตรงในการวัดสิ่งที่เด็กอ่าน เป็นต้น ดังแผนภูมิต่อไปนี้
กระบวนการประเมินของ Tyler จะยึดจุดประสงค์หลัก ถ้าพบว่าจุดประสงค์บรรลุผลตามที่กำหนดไว้ จะมีการตัดสินใจเกิดขึ้น แต่ถ้าจุดประสงค์ไม่บรรลุเพียงบางส่วน ก็จะมีการตัดสินใจในทางเลือกอื่นที่แตกต่างกันออกไป จากแนวคิดดังกล่าวมาแล้ว พอสรุปและนำไปเป็นหลักในการเมินได้ดังนี้
1. ต้องค้นหาจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของหลักสูตรที่จะทำการประเมิน ตามความคิดของ Tyler มีความเห็นว่าจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ได้แก่ สัมฤทธิ์ผลทางการเรียนการสอน
2. นำจุดมุ่งหมายของหลักสูตรมาแยกย่อยออกเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมให้ได้
3. จัดเนื้อหาให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ต่างๆ เหล่านั้น
4. ทำการทดสอบผู้เรียนก่อนทำการเรียนการสอน ใช้แบบทดสอบที่มีคุณภาพ
5. เลือกวิธีสอนและอุปกรณ์การสอนให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์ที่กำหนดไว้
6. เมื่อสอนจบหรือเสร็จลงแล้ว (อาจจะเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด) จึงทำการทดสอบผู้เรียนตามเนื้อหาที่ได้เรียนไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง
7. ประเมินประสิทธิภาพของหลักสูตร ด้วยการเปรียบเทียบคะแนนจากการสอบก่อนสอบหลัง ว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ และมีนักเรียนร้อยล่ะเท่าใดที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้
8. นำผลการเปรียบเทียบมาพิจารณาค้นหาจุดบกพร่องในการเรียนการสอนว่าอยู่ที่ใดบ้างจดบันทึกไว้เพื่อปรับปรุง แก้ไข ต่อเมื่อหลักสูตรกำลังดำเนินการ ถ้าส่วนใดประสบผลสำเร็จก็จดบันทึกไว้ใช้ต่อไป
9. ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การประเมินเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน
รูปแบบการประเมินของโพรวัส การประเมินตามรูปแบบของโพรวัส เหมาะสมกับการประเมิน
หลักสูตรในขณะดำเนินการการประเมินโครงการขณะดำเนินการนี้ มีขั้นตอนในการประเมินอยู่ 4 ขั้นตอน คือขั้นการออกแบบโครงการ การเตรียมการ กระบวนการดำเนินการ และผลผลิต แต่ละขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ 4 ประการ คือ
1. ควรดำเนินการต่อไปหรือไม่
2. ดำเนินการในขั้นเดิมซ้ำ หลังจากได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาตรฐานหรือการปฏิบัติ
3. ย้อนกลับไปดำเนินการในขั้นตอนที่ 1 ใหม่
4. ยุติโครงการ
ขั้นที่ 1 การออกแบบโครงการ
อาจทำโดยวิธีการประชุมคณะกรรมการระดับต่างๆ ทุกระดับโดยการจัดกลุ่มอภิปราย
เกี่ยวกับข้อมูลใน 3 องค์ประกอบ นี้แล้วรวบรวมอภิปรายต่างๆออกแบบโครงการขึ้น
ขั้นที่ 2 การเตรียมการ
ขั้นนี้เป็นการพิจารณาสภาพความเป็นจริง ที่มีอยู่ก่อนเปรียบเทียบกับมาตรฐานของ
โครงการ โดยเฉพาะด้านกิจกรรมของครูและนักเรียน เพื่อที่จะเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับคณะผู้ดำเนินการในการตัดสินใจ
ขั้นที่ 3 กระบวนการดำเนินการ
เป็นการประเมินผลที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินการ เพื่อนำผลการประเมินไปปรับปรุงการ
ดำเนินการ
ขั้นที่ 4 ผลผลิต
เป็นขั้นที่ผู้ประเมินใช้แผนแบบการทดลอง เพื่อตอบคำถาม การประเมินขั้นนี้สามารถใช้
ความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรอิสระในการทดลองและผลที่ได้จากขั้นตอนที่ 3 มากำหนดแผนแบบการทดลองได้
ขั้นที่ 5 วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและผลที่ได้
การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในระบบผลผลิตของโรงเรียน เพื่อกำหนดประสิทธิภาพของ
โครงการได้มีการอภิปราย
โพรวัส เป็นบุคคลหนึ่งที่นำความคิดของไทเลอร์มาพัฒนา เป็นรูปแบบการประเมินที่
เรียกว่า รูปแบบการประเมินความไม่สอดคล้อง การประเมินเป็นกระบวนการของ (1) การเห็นชอบร่วมกันถึงมาตรฐานหรือคนอื่นๆ ให้ความหมายว่าเป็น “วัตถุประสงค์” (2) การระบุความไม่สอดคล้องที่ปรากฏอยู่ (3) การใช้สารสนเทศเกี่ยวกับความไม่สอดคล้องระหว่างผลการปฏิบัติกับมาตรฐานเพื่อตัดสินใจปรับปรุง การคงไว้ หรือการยุล้มเลิก
แนวคิดของโพรวัสที่ได้ดำเนินการพัฒนากิจกรรมหรือโครงการทางการศึกษาซึ่งเขาได้นำ
การเสนอไว้ 5 ขั้นตอนคือ
1. การกำหนดนิยามและออกแบบโปรแกรม คือ การนิยามวัตถุประสงค์ปลายทาง กระบวนการ
หรือกิจกรรมต่างๆ และกำหนดทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ปลายทาง
2. การดำเนินงานโปรแกรม ในขั้นตอนนี้จะใช้แบบของโปรแกรม เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการ
ตัดสินเกี่ยวกับการดำเนินโปรแกรมที่กำหนดขึ้น
3. การบวนการในโปรแกรม นักประเมินมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าใน
การศึกษากับผู้เรียน โพรวัสได้เรียกวัตถุประสงค์นำทาง ซึ่งหมายถึงผลที่เรียนได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น
4. ผลลัพธ์ของโปรแกรม คือ การตัดสินว่าการดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ปลายทาง
5. การวิเคราะห์ผลประโยชน์และค่าใช้จ่าย การวิเคราะห์ผลประโยชน์และค่าใช้จ่ายโปรแกรมทาง
การศึกษา ดำเนินการโดยการเปรียบเทียบผลที่ได้รับและค่าใช้จ่ายจากโปรแกรมการศึกษาที่คล้ายคลึงกัน
สำหรับกระบวนการเปรียบเทียบเพื่อระบุความไม่สอดคล้องระหว่างระหว่างมาตรฐานกับดำเนินงานใน 5 ขั้นตอน


S หมายถึง มาตรฐาน
P หมายถึง การดำเนิน
C หมายถึง เปรียบเทียบ
D หมายถึง สารสนเทศแสดงความไม่สอดคล้อง
A หมายถึง การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ P หรือ S
การนำรูปแบบการประเมินของโพรวัสไปใช้ ต้องมีการกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายทั้งบุคคลในหน่วยงานนั้น และบุคคลภายนอก ทราบจุดมุ่งหมายให้ตรงกัน
1.2 รูปแบบการประเมินของครอนบัค ได้เสนอแนวคิดในเรื่องการประเมินโดยเรียกแนวคิดว่า การ
ประเมินเป็นยุทธศาสตร์ของการตัดสินใจ แนวคิดในเรื่องการประเมินนี้ ครอนบัคได้เขียนไว้ในบทความเชื่อซึ่งมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
1.3.1 การศึกษากระบวนการ มีจุดมุ่งหมายในการศึกษาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการ
เรียนการสอน ซึ่งจะมีประโยชน์ในการปรับปรุงหลักสูตรและพัฒนาโปรแกรมการเรียนการสอน
1.3.2 การวัดเจตคติ เจตคติเป็นผลที่ออกมาส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนในหมู่นักพัฒนาหลักสูตร
เพราะเจตคติไม่ได้เป็นแต่เพียงความพอใจ แต่ยังมีความหมายถึงความตั้งใจหรือความเชื่อด้วย
1.3.3 การวัดความสามารถทั่วไป มีวิธีการและเทคนิคการวัดหลายวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้
แบบทดสอบมาตรฐานสำหรับวัด แต่ควรจัดคำถามสำหรับสอบในแต่ละกลุ่มให้วัดความสามารถบางอย่างได้
1.3.4 การศึกษาติดตามผล จะได้ทำต่อเมื่อนักเรียนได้เรียนจบหลักสูตรไปแล้ว ต้องใช้เวลาใน
การติดตามและรอคอยผล
1.3 รูปแบบการประเมินของสครีฟเวน สครีฟเวนพยายามชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องและวิธีการลด
ข้อบกพร่องต่างๆในการประเมินที่มีอยู่ โดยเสนอลักษณะของการประเมินผลหลักสูตรไว้ 4 ลักษณะ คือ
1.4.1 การประเมินผลย่อย เป็นการประเมินผลสิ่งต่างๆที่เกิดจริงในขณะที่ใช้หลักสูตรอยู่ เพื่อ
เป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน
1.4.2 การประเมินผลรวม เป็นการประเมินผลสิ่งต่างๆที่เกิดจริงเมื่อสิ้นสุดกระบวนการใช้
หลักสูตรแล้ว เพื่อตัดสินคุณค่าของหลักสูตร
1.4.3 การประเมินผลภายใน เป็นการประเมินคุณค่าของสิ่งต่างๆภายในตัวของมันเอง
1.4.4 การประเมินผลสำเร็จ เป็นการประเมินที่เกิดจากสิ่งต่างๆที่ใช้ในการดำเนินการหลักสูตร
จุดเด่นที่สำคัญของการประเมินผลโดยยึดเป้าหมายของสครีฟเวน ก็คือ เป็นการประเมินผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากหลักสูตรที่คาดหวังไว้ และไม่คาดหวังไว้ แต่ถ้าเป็นการประเมินเพื่อการตัดสินคุณค่าหรือการประเมินผลรวมควรที่จะใช้นักประเมินอาชีพ โดยมีแนวทางการประเมิน ดังนี้

1. การประเมินกับกระบวนการทางการศึกษา วิธีการประเมินก็คือ การวิเคราะห์รายละเอียด
ของกระบวนการ ซึ่งเรียกว่าการวิจัยกระบวน ประกอบด้วยวิธีการศึกษา 3 วิธี คือ
1.1 วิธีการศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน สครีฟเวนได้สรุปว่าการศึกษาวิจัยแบบ
นี้ไม่มีประโยชน์ด้านทฤษฎีและการเอาไปใช้เลย
1.2 การศึกษาความเป็นเหตุผลของกระบวนการปรากฏการณ์ เป็นวิธีการศึกษาที่มุ่งตอบ
คำถามในเรื่องของเหตุและผล
1.3 การประเมินระยะสั้นหรือการประเมินความก้าวหน้า บทบาทที่สำคัญของการประเมิน
เป็นระยะคือ การค้นหาข้อบกพร่องและความสำเร็จของโครงการ ในขณะที่ยังมุ่งการดำเนินงานอยู่
2. วิธีการประเมินกับการคาดหมาย การบรรลุเป้าหมายของปัญหาใดเรื่องของการประเมินก็
คือปัญหาในเรื่องการใช้กระบวนวิธีการประเมินที่ไม่ถูกต้องไม่พิถีพิถันหรือกล่าวง่ายๆก็คือใช้วิธีการที่หยาบเกินไป ในการตั้งคำถามของการประเมินเราควรที่จะกล่าวว่าหลักสูตรบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงใด
3. วิธีการประเมินก่อนการปฏิบัติงานหรือการประเมินคุณค่าภายในเปรียบเทียบผลโดย
ทางอ้อมและเป็นการประเมินอ่านที่จะได้มีการปฏิบัติงาน
รูปแบบการประเมินของสครีฟเวนเน้นการตัดสินคุณค่าของหลักสูตร โดยชี้เห็นความแตกต่าง
ระหว่างการประเมินความก้าวหน้ากับการประเมินผลสรุปได้อย่างชัดเจน โดยการประเมินความก้าวหน้าเป็นการประเมินเพื่อการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร และควรใช้นักประเมินที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักสูตร
2. กลุ่มเน้นการตัดสินใจในการจัดการ
เป็นรูปแบบการประเมินที่คำนึงถึงการระบุและดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือสารสนเทศที่จำเป็น ซึ่งมีรูปแบบการประเมินดังนี้
2.1 รูปแบบการประเมินของสตัฟเฟิลบีม ประเมินที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบของการประเมินแบบที่ยึด
เป็นหลักในตัดสินใจ เป็นรูปแบบที่ช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารการประเมินแบบซิปเป็นการประเมินเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลหรือสารสนเทศไปใช้ในการตัดสินใจ
2.1.1 การประเมินบริบท คือ การประเมินสภาพแวดล้อมความต้องการที่จะก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงหลักสูตร
2.1.2 การประเมินตัวป้อนเข้า คือ การประเมินปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือปัจจัยที่
เป็นตัวทำให้เกิดวิธีการที่จะนำเข้ามาใช้ปฏิบัติ เพื่อบรรลุประสงค์ที่ต้องการ
2.1.3 การประเมินกระบวนการ คือ การประเมินกระบวนการของหลักสูตรในด้านของการ
พัฒนาการเรียนการสอน เนื้อหาวิชาทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน เป็นการประเมินการดำเนินงานหลักจากที่ได้ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้
2.1.4 การประเมินผลผลิต คือ การประเมินผลที่เกิดจากการใช้หลักสูตรตามวิถีการและแนว
การดำเนินการสอนตามที่ได้ตัดสินใจแล้วช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับปรุงข้อบกพร่องของการวางแผนรูปแบบการประเมินของสตัฟเฟิลบีม ได้แบ่งการประเมินออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 การประเมินก่อนเริ่มโครงการ ประกอบด้วย
1.1 การประเมินสภาวะแวดล้อมหรือการประเมินบริบท เป็นการประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อ
กำหนดโครงการ
1.2 การประเมินปัจจัยหรือทรัพยากร เป็นการตรวจสอบความพร้อมของทรัพยากร
ระยะที่ 2 การประเมินขณะดำเนินโครงการ ในรูปแบบการประเมินแบบซิป คือ การประเมินกระบวน การประเมินดำเนินงานเมื่อนำโครงการที่วางแผนไปสู่การปฏิบัติ เพื่อศึกษาจุดแข็งจุดอ่อน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการ
ระยะที่ 3 การประเมินสิ้นสุดโครงการ ในรูปแบบการประเมินแบบซิปเรียกว่าการประเมินผลผลิต
ของโครงการ เป็นการประเมินที่มุ่งตอบคำถามว่าโครงการประสบความสำเร็จตามที่วางแผนไว้หรือไม่ การประเมินหลังสิ้นสุดโครงการแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ การประเมินทันทีที่สิ้นสุดโครงการซึ่งผลลัพธ์ การประเมินผลกระทบของโครงการทั้งในทางบวกและทางลบ

การประเมินแบบซิป เป็นรูปแบบการประเมินที่ให้สารสนเทศเพื่อการวางแผนโครงการ เพื่อการนำ
โครงการไปปฏิบัติ เพื่อปรับปรุงโครงการ และเป็นรูปแบบการประเมินที่ช่วยให้การพัฒนาโครงการ จึงกล่าวได้ว่ารูปแบบการประเมินแบบซิปเป็นรูปแบบการประเมินเพื่อพัฒนาโครงการและประกันประสิทธิผลของโครงการ มีลักษณะเป็นการข้อมูลย้อนกลับในกระบวนการต่างๆ ต่อเนื่องและเป็นวัฎจักรที่ครบวงจร

2.2 รูปแบบการประเมินของอัลอิน การประเมินเพื่อการตัดสินใจ การประเมินผล กระบวนการ
กำหนดขอบเขตของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ การเลือกข้อมูล ข้อสนเทศที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การจัดทำรายงานสรุปองค์ประกอบของการประเมินโครงไว้ 5 ประการ คือ
2.2.1 การประเมินระบบ เกี่ยวกับระบบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งหมด
2.2.2 การประเมินการวางแผนโครงการ เป็นการประเมินก่อนที่จะนำโครงการไปดำเนินการ
ในการประเมินอาจกระทำได้โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พิจารณาว่าการวางแผนโครงการนั้น จะสามารถทำให้โครงการบรรลุจุดมุ่งหมายตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ ต้องอาศัยเกณฑ์การประเมินทั้งจากภายนอกและภายใน
2.2.3 การประเมินการดำเนิน เป็นการประเมินในขณะที่โครงการดำเนิน เพื่อที่จะนำผลจาก
การประเมินมาใช้เป็นแนวทางสำหรับตัดสินใจ
2.2.4 การประเมินเพื่อการปรับปรุงโครงการ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาใช้ในการ
ตัดสินใจในการปรับปรุงโครงการที่กำลังดำเนินอยู่
2.2.5 การประเมินเพื่อการยอมรับโครงการ ในการประเมินผลจึงจำเป็นต้องหาข้อมูลหรือ
สารสนเทศ เพื่อนำมาอ้างอิงในการยืนยันว่าโครงการนั้นมีความเป็นไปได้และจะเกิดประโยชน์ รวมทั้งเพื่อให้เกิดการยอมรับจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
การประเมินตามรูปแบบของอัลคิน มีการประเมิน 5 ส่วน คือ การประเมินระบบ การประเมิน
การวางแผนโครงการ การประเมินการดำเนินงาน การประเมินเพื่อการปรับปรุง และการประเมินเพื่อการยอมรับโครงการ

3. การเน้นมีส่วนร่วม
หัวใจสำคัญของรูปแบบการประเมินในกลุ่มนี้ได้แก่ การให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของบุคคล
หรือกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องหือสนใจ หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับการประเมินและผลการประเมิน รูปแบบการประเมินในกลุ่มนี้ ได้แก่ รูปแบบResponsiveของ Stake รูปแบบ Naturalistic ของ Guba และ Lincolnรูปแบบ Patton ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
3.1 รูปแบบการประเมินของสาเคต การประเมินไว้ว่า เป็นการบรรยายเพื่อตัดสินคุณค่าโปรแกรม
การศึกษาประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 2 ประการ คือ บรรยาย และการตัดสินใจ ข้อมูลที่ควรจะพิจารณาในการประเมินผลหลักสูตรมี 3 ชนิด ด้วยกัน คือ
3.1.1 ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยเบื้องต้น ได้แก่ สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับหลักสูตร
3.1.2 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการเรียนการสอน
3.1.3 ผลผลิต ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ผู้ประเมินจะต้องแยกเป็น 3 ประเภท
คือ ผลที่คาดหวัง ผลที่เกิดขึ้นจริง มาตรฐานที่ใช้ และที่มาจากการตัดสินใจ โดยมีองค์ประกอบดังนี้
1. หลักการและเหตุผล เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงปรัชญาและจุดมุ่งหมายพื้นฐานของโปรแกรม
2. เมตริกการบรรยาย คือส่วนที่ใช้บรรยายภาพรวมของข้อมูลที่ได้จากการประเมิน เมตริกนี้
ประกอบด้วย 2 ส่วน
2.1 ผลที่คาดหวัง ซึ่งครอบคลุมนโยบายและองค์ประกอบทั้งหมด
2.2 ผลที่เกิดขึ้นจริง
3. เมตริกการตัดสินใจ หมายถึง ส่วนของการตัดสินใจคุณค่าหรือคุณภาพของโปแกรมทางการศึกษาประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
3.1 มาตรฐานที่ใช้ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าโปรแกรมทางการศึกษาจะประเมินนั้นมีคุณภาพ
3.2 การตัดสินคุณค่าของสิ่งที่มุ่งประเมิน เป็นการดำเนินการต่อจากการบรรยายสิ่งที่มุ่งประเมินใน
ส่วนแรก ในการตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สเตคเสนอให้เทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งมี 2 ชนิด คือ เกณฑ์มาตรฐานสัมบูรณ์ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานแห่งความเป็นเลิศ และเกณฑ์สัมพันธ์ ซึ่งเป็นเกณฑ์การเปรียบเทียบจากโครงการอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

สเตค(Stake. 1967 : 130) ได้เสนอขั้นตอนในการประเมินตามรูปแบบของเขาไว้ดังนี้
1. ให้ข้อมูลภูมิหลัง โดยการบรรยายหลักการและเหตุผล
2. เขียน/ระบุสิ่งที่มีมาก่อน การปฏิบัติกิจกรรมกระบวนการและผลลัพธ์ต่างๆ
3. บันทึกสิ่งที่มีมาก่อน การปฏิบัติ และผลที่เกิดขึ้นจริง
4. กำหนดมาตรฐานการประเมินให้ชัดเจน เพื่อใช้ตัดสินคุณค่าของสิ่งที่มีมาก่อน
5. บันทึกผลการตัดสินคุณค่าของสิ่งที่มีมาก่อน โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับ
สิ่งที่เกิดขึ้นจริง และความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ
สรุป
การประเมิน เป็นเครื่องชี้ทางว่า การประเมินจะเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ผู้ประเมินจะต้องอะไรบ้าง
สรุปได้ว่าการประเมินหลักสูตรจำแนกได้เป็น 2 ขั้นตอน คือ
1. การประเมินก่อนนำหลักสูตรไปใช้ ซึ่งเป็นการประเมินโครงสร้างของหลักสูตร
2. ภายหลังจากการประเมินหลักสูตรก่อนนำไปใช้และปรับปรุงบางส่วนที่บกพร่องแล้วก็จะนำ
หลักสูตรไปทดลองใช้จริงและประเมินดูว่า
ในการเลือกใช้แบบหรือรูปแบบในการประเมินจะต้องเลือกให้สอดคล้องกับความจำเป็น หรือความต้องการของผลการประเมินแบบนี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. รูปแบบที่ยึดจุดหมายเป็นหลัก รูปแบบนี้เน้นประเมินตามที่กำหนดไว้จุดมุ่งหมาย
2. รูปแบบการตัดสินคุณค่า เป็นรูปแบบที่ต้องอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินคุณค่า
โดยอาศัยเกณฑ์ภายในและเกณฑ์ภายนอก
3. รูปแบบที่ช่วยในการตัดสินใจ เป็นรูปแบบที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร